วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวหุ้น CK , TH , CIMBT , INET , BJC 4/3/2013

CK หวังรายได้ปี 57 อยู่ที่ 2.8 -3 หมื่นลบ.ขณะที่งานใหม่ทยอยเข้าในช่วง 7 ปี
นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าปี 57 จะมีรายได้ประมาณ 2.8 -3.0 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปี 56 ที่คาดว่าจะมีรายได้ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าในช่วง 7 ปีนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 56 รายได้ของบริษัทจะเติบโตอย่างน้อยปีละ 10-15%
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/56 บริษัทคาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดด นอกเหนือจากการรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างแล้ว ยังรับรู้กำไรจากการขายหุ้น บมจ.น้ำประปาไทย (TTW) สัดส่วน 11% จำนวน 2.2 พันล้านบาท ขณะที่ในปีนี้บริษัทจะรับรู้รายได้จากงานไซยะบุรีราว 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 15% ของมูลค่างาน 7.6 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้คาดว่า ครม.จะพิจารณาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ในส่วนงานระบบราง จำนวนเงิน 2.5 พันล้านบาท และพิจารณาอนุมัติโครงการบริหารจัดการเดินรถสายสีม่วงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งบริษัทจะได้งานจัดหาขบวนรถไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ในเดือนมี.ค.หาก ครม.อนุมัติก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเซ็นสัญญา ซึ่งจะทำให้งานในมือ (backlog) เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีประมาณ 1.3 แสนล้านบาท รวมทั้งในปลายปีนี้ คาดว่าจะได้เซ็นสัญญางานก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 120 เมกะวัตต์ มูลค่างาน 5 พันล้านบาท
นายประเสริฐ กล่าวว่า ในช่วง 7 ปีนี้ (56-63) ที่รัฐบาลจะมีงานก่อสร้างและกู้เงินในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หรือมีงานภาครัฐออกมาประมาณปีละ 3 แสนล้านบาท บริษัทคาดว่าจะมีโอกาสได้งานใหม่ประมาณ 20% หรือประมาณปีละ 6 หมื่นล้านบาท รวม 7 ปีบริษัทจะรับงานใหม่เพิ่มประมาณ 4.2 แสนล้านบาท
นอกเหนือจากนี้ยังมีงานบริหารจัดการน้ำที่บริษัทได้เข้าร่วมกับทีมกรุ๊ปในนามทีมไทยแลนด์ที่กลุ่ม CK ร่วมอยู่ 60% ที่ทีมไทยแลนด์ได้ผ่านคุณสมบัติมา 2 Module คือ งานพื้นที่แก้มลิงและปรับปรุงพื้นที่กรมชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์และจ.อยุธยา และงานปรับปรุงระบบข้อมูล พยากรณ์ และเตือนภัยรวมทั้งการบริหารจัดการใน 17 ลุ่มน้ำ ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดประมูลภายในปีนี้
ในปีนี้ยังมีงานประมูลรถไฟฟ้า ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี มูลค่า 5.4 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี มูลค่างาน 1.3 แสนล้านบาท

TH เล็งเข้าประมูลโรงไฟฟ้าขนาด 900 MW-เจรจาขายหุ้นเพิ่มทุนให้พันธมิตรจีน
นายระพีพัฒน์ สวนศิลป์พงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ตงฮั้ว คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TH เปิดเผยว่า บริษัทมีการยื่นประมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดประมูลประมาณ 5,400 MW นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะประมูลโรงไฟฟ้า 1 โรงขนาดประมาณ 900 เมกะวัตต์ (MW) และมีแผนที่จะขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่พันธมิตรจากจีน ดังนั้นจึงได้เตรียมความพร้อม โดยการเพิ่มทุน
ขณะที่ ในปัจจุบันบริษัทมีการศึกษาการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีธุรกิจพลังงานอยู่ด้วย
ทั้งนี้ TH จะออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนท์) รุ่นที่ 2 จำนวน 203.33 ล้านหน่วย เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตรา 3 หุ้นสามัญต่อ 1 วอร์แรนท์ ราคาใช้สิทธิแปลงสภาพ 3.00 บาทต่อหน่วย และจะเพิ่มทุนจำนวน 709.76 ล้านหุ้น โดยจะรองรับการใช้สิทธิวอร์แรนท์ รุ่นที่ 2  จำนวน 203.33 ล้านหุ้น และอีกจำนวน 6.42 ล้านหุ้น รองรับการใช้สิทธิวอร์แรนท์ รุ่นที่ 1 ส่วนหุ้นเพิ่มทุนอีกจำนวน 500 ล้านหุ้น จะเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP)
นอกจากนี้ ในส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายแบบ PP เป็นการเปิดทางเอาไว้ เพื่อรับพันธมิตรที่อาจจะเข้ามาในอนาคต เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการทำงานรวมถึงด้านเงินทุนด้วย และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรจากประเทศจีน

CIMBT
กลุ่มซีไอเอ็มบี จ่อสรุปขยายไปลาว Q3/56 ส่วนธุรกิจในไทยโตต่อเนื่อง
นายสุภัค ศิวะรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า กลุ่มซีไอเอ็มบี (CIMB Group) มีจุดมุ่งหมายจะสร้างความเป็นหนึ่งในอาเซียนด้านธุรกิจการเงินแบบครบวงจร เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยการขยายเครือข่ายสาขาธุรกิจ ธุรกรรมด้านการเงินต่างๆ ในประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมทั้งสร้างพันธมิตรในกลุ่ม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ พม่า
ขณะนี้กลุ่ม CIMB อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจในกลุ่มแบงก์อย่างครบวงจรในประเทศลาว คาดว่าจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างในไตรมาส 3/56 พร้อมทั้งเตรียมยกระดับสำนักผู้แทนในพม่าเป็นสำนักงานสาขา หลังจากตั้งมาถึง 17 ปีแล้ว แต่ยังต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดก่อน
นายสุภัค กล่าวว่า กลุ่ม CIMB แข็งแกร่งอยู่แล้วในอาเซียน โดยมีฐานะด้านสินทรัพย์แข็งแกร่งเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน โดย 4 อันดับที่อยู่เหนือกว่ากลุ่ม 2 แห่งทำธุรกรรมเฉพาะในประเทศตนเอง แต่ CIMB ทำธุรกรรมทั่วอาเซียน เพราะฉะนั้นอีก 2 ปีที่จะเปิด AEC เราจะแข็งแรงมาก
ทั้งนี้ ในปี 55 กำไรของกลุ่ม CIMB อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท 60% มาจากมาเลเซีย, 25-30% มาจากอินโดนีเซีย ส่วนของไทยประมาณ 3-4% ของกลุ่มซีไอเอ็มบี
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ขยายการลงทุนในอาเซียนนั้น เนื่องจากธนาคารซีไอเอ็มบีกรุ๊ป ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในอาเซียนและมีสาขาทั่วอาเซียนประมาณกว่า 2,000 สาขา ด้านการช่วยเหลือธุรกิจที่ไปลงทุนในอาเซียน ไม่ใช่เฉพาะแต่การให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะในแต่ละพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา เป็นต้นนั้น เราสามารถเชื่อมโยงกับพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่ที่จะให้คำปรึกษาทั้งกฎหมาย กฎเกณฑ์ด้านการลงทุน แนะนำคู่ค้าธุรกิจ
ผู้ประกอบของไทยที่ใช้บริการของกลุ่ม CIMB ได้แก่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ได้มาใช้บริการของ CIMB ที่อินโดนีเซียในเรื่องการบริหารเงินสด เนื่องจากปูนซิเมต์ไทยมีสาขาที่นั่นถึง 8 บริษัท นอกจากนี้ยังมีบริษัทด้านการเกษตรที่มาใช้บริการของ CIMB ช่วยดูแลเรื่องสินเชื่อสำหรับโครงการใหม่และปล่อยสินเชื่อสำหรับรายย่อย
ด้านการโอนเงินสำหรับประชาชนทั่วไป ลูกค้าที่ถือบัตร ATM ของ CIMBT สามารถกดเงินสดจากบัญชีตนเองในประเทศเดิมของตัวเองโดยไม่มีค่าธรรมเนียม และปีนี้ยังได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นการโอนเงินข้ามอาเซียนและทั่วโลก
นายสุภัค กล่าวอีกว่า ภาวะฟองสบู่ในสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์โอกาสที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันค่อนข้างยาก เนื่องจากแต่ละบริษัทที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ล้วนมีศักยภาพรอบด้าน โดยเฉพาะมีความแข็งแกร่งด้าน Cash Flow ไม่เหมือนกับปี 1997 ที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจหน้าใหม่ รายเล็ก ไม่มีเครดิตบูโร แต่ตอนนี้มีเครดิตบูโรเข้ามาช่วยสกรีนผู้ขอสินเชื่อ
ด้านนายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน CIMBT กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าหมายทางธุรกิจในปี 56 สินเชื่อเติบโต 20-30% เงินฝากเติบโต 25-35% รายได้จากดอกเบี้ยเติบโต 25-30% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโต 40-60%
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) เพิ่มเป็น 3.3-3.6% จาก 3.2% ในปี 55 อัตราส่วน ROE ที่ 10-13% จาก 9.9% ในปี 55 และ ROA อยู่ที่ 10-13% จาก 0.9% ในปี 55 ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) สิ้นปีนี้จะต่ำกว่า 3.4% จากปี 55 อยู่ที่ 2.8%
ด้านนายสิทธิไชย มหาคุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สาย Corporate Finance ของ CIMBT กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจของธนาคารมีงานด้านวาณิชธนกิจที่รับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินจำนวนมาก ทั้งการออก Infrastructure Fund และ Property Fund รวมถึงการเสนอขายหุ้น IPO ซึ่งในส่วนของ IPO กำลังเจรจากันอยู่ประมาณ 4-5 ราย ขนาดระดมทุนตั้งแต่ 1,500-3,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มปิดดีลได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/56
ส่วน Infrastructure Fund ที่กำลังเจรจาอยู่มีทั้งที่เป็นธุรกิจพลังงานและอุตสาหกรรม แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ แต่คาดว่าจะเริ่มเสนอขายหน่วยลงทุนได้ประมาณไตรมาส 4/56
นายเกษม พันธ์รัตนมาลา หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และกรรมการ บล. ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ในปี 56 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,700 จุด ในช่วงในไตรมาส 3 หลังจากสภาพตลาดยังมีแนวโน้มที่ดีทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ สถานการณ์วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปและปัญหาการเมืองในยุโรปที่อาจะส่งผลบั่นทอนจิตวิทยาการลงทุน
ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์นั้น ซีไอเอ็มบี ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นเป็นอันดับ 3 ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 8 โดยผู้ที่ครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบันคือ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ด้วยมาร์เก็ตแชร์กว่า 20%

INET ทรงตัว ปีนี้พลิกมีกำไร รอล้างขาดทุนสะสม กลับมาปันผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ณ เวลา 16.16 น. อยู่ที่ 2.96 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ 0.67% มูลค่าการซื้อขาย 9.45 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น INET ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 3.20 บาท ในวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา และอ่อนตัวลงหลังจากนั้น แตะที่ระดับต่ำสุดที่ 2.74 บาท และแกว่งตัวขึ้นยืนเหนือ 2.90 บาทในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ขณะที่ล่าสุดราคาหุ้นซื้อขายที่ระดับ P/BV ที่ 1.58 เท่า
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เรายังคงประมาณการรายได้และกำไรสำหรับปี 2556 ตามเดิมคาดกำไรสุทธิที่ 74 ล้านบาท พลิกจากที่ขาดทุน 2 ล้านบาทในปี 2555 อ้างอิง PE 12 เท่าได้ราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท แต่ผลของการ Rollover ราคาเป้าหมายเป็นสิ้น 1Q57 ได้ราคาเป้าหมายที่ 3.80 บาท คงราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 2556 ต่ำเพียง 8.6 เท่า เป็นส่วนลดจากกลุ่มที่ซื้อขายที่ราว 20 เท่า ถึง 57% คำแนะนำ ซื้อ นอกจากนี้ ผลของการที่สิ้นปี 2555 มีขาดทุนสะสมเหลือเพียง 58 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราประเมินไว้ ทำให้กำไรที่คาด 74 ล้านบาท อาจทำให้ INET สามารถล้างขาดทุนสะสมได้หมด และกลับมาจ่ายปันผลได้อีกครั้งในปี 2556 จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มจ่ายได้ปี 2557

BJC วิ่งบนความคาดหวัง ราคาเกินพื้นฐาน 70% P/E พุ่งทะลุ 50 เท่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ล่าสุด ณ เวลา 15.28 น. อยู่ที่ 86.25 บาท บวก 1 บาท หรือ 1.17% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 185.34 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น BJC ปรับตัวขึ้นจากระดับราคา 61 บาท เมื่อต้นปี 56 ที่ผ่าน และวิ่งขึ้นแตะที่ระดับสูงสุดที่ 92.75 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นอ่อนตัวลงต่อเนื่องแตะที่ระดับ 82.75 บาท และเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นกลับไปไกลกว่าผลการดำเนินงานในช่วงปี 55 ที่ผ่านมาซึ่งเติบโตเพียง 13% เท่านั้น ขณะที่บริษัทจ่ายเงินปันผลค่อนข้างต่ำที่ 0.52 บาทต่อหุ้น ในขณะที่ราคาหุ้นเหนือระดับ 80 บาท หรือให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า 1% (โดยได้จ่ายปันผลพิเศษไปแล้วในครึ่งปีแรกที่ 0.32 บาท) สอดคล้องกับข้อมูลเชิงพื้นฐานจาก www.settrade.com ที่ให้ราคาเฉลี่ยของ BJC อยู่ที่ 50.83 บาทเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาพื้นฐานโดยเฉลี่ยประมาณ 70% และอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 57.34 เท่า รองจาก GLOBAL และ OFM
โดยเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา BJC รายงานผลการดำเนินงานปี 55 มีกำไรสุทธิ 2,414.79 ล้านบาท หรือ 1.52 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 13% จากปี 54 ที่มีกำไรสุทธิ 2,139.85 ล้านบาท หรือ 1.35 บาทต่อหุ้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีมติจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 01 ม.ค. 2555 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 เป็นเงินสดในอัตรา 0.52 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 07 พ.ค. 2556 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 พ.ค. 2556
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ว่า คาดแนวโน้มยอดขาย 1Q56 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากโรงงานผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมในเวียดนาม (TBC-Ball) คาดว่าจะใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น แต่อัตรากำไรอาจยังถูกกดดันอยู่บ้างจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วเรายังคงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 2,892 ล้านบาท (1.82 บาท/หุ้น) เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่า TBC-Ball จะมีผลการดำเนินงานดีขึ้นเป็นลำดับหลังจากเปิดเมื่อเดือน พ.ค.2555 ขณะที่ ไทยคอร์ปฯ เวียดนาม คาดจะฟื้นตัวจากขาดทุนได้
ทั้งนี้ ประเด็นเก็งกำไรว่า F&N จะมีการส่งคำสั่งซื้อให้ BJC นั้น เราสอบถามไปยัง BJC พบว่าปัจจุบันยังไม่ได้มีการเจรจาและเตรียมการใดๆ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์จาก F&N ขณะที่กำลังการผลิตขวดแก้วของ BJC เต็มทั้งหมดแล้ว โดยจะมีการขยายกำลังการผลิตโดยเพิ่มเตาเผาที่โรงงานสระบุรีในปี 2558 เพื่อที่จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนั้น ยังไม่มีการเข้าซื้อกิจการที่จะส่งผลกระทบต่อประมาณการของ BJC อย่างมีนัยสำคัญ เราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการและราคาเป้าหมาย แต่เชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนประเด็นบวกดังกล่าวแล้ว เราจึงปรับคำแนะนำจาก ถือ เป็น ขาย
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (4 มี.ค.) ว่า แนะนำ 'ขาย' BJC ราคาพื้นฐาน 44.00 บาท ว่าคาดรายได้ปี 2556 เติบโตราว 15% โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตจะมาจากธุรกิจการบริโภค อัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ตามผลขาดทุนที่ลดลงของโรงงานบรรจุภัณฑ์กระป๋องแห่งใหม่ในเวียดนาม ทั้งนี้ เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ระดับ 24.8% เทียบกับ 24.1% ในปี 2555 สำหรับงบประมาณการลงทุนในปี 2556 นั้น BJC ตั้งเป้าไว้ที่ 7 พันล้านบาท ซึ่งได้นับรวมการเข้าซื้อกิจการธุรกิจกระจายสินค้าในเวียดนามไว้ด้วยแล้ว
สำหรับการทำ M&A คือธุรกิจกระจายสินค้าในเวียดนาม BJC ว่าจะได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อกิจการกระจายสินค้าในเวียดนามเหนือ ภายในไตรมาส 1/56 นี้ โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัทฯ ทั้งนี้ เราคาดว่าขนาดของธุรกรรมดังกล่าวจะน้อยกว่า 2 พันล้านบาท การรับรู้รายได้คาดว่าจะอยู่ในระดับไม่สูงนัก เนื่องจากโดยปกติของธุรกิจประเภทนี้ จะมี NPM ค่อนข้างต่ำ (ราว 2%)
ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” (จากเดิมเต็มมูลค่า) ราคาเป้าหมายคงเดิมที่ 44 บาท/หุ้น พิจารณาด้วยวิธี SOTP ปัจจุบันหุ้น BJC ซื้อขายกันที่ PE ในปี 2556 สูงถึง 47.5x ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ (ในแง่ของ PEG) ด้วยอัตราการเติบโตของธุรกิจหลักในระดับปานกลางที่ 27% สำหรับปี 2556 ซึ่งคิดเป็น PEG 1.8x ทั้งนี้ เราชอบพื้นฐานธุรกิจของ BJC และแนวโน้มการเติบโตที่สดใส แต่ในมุมมองของเราเห็นว่ามูลค่าหุ้นในปัจจุบันนั้น อยู่ในระดับที่สูงเกินไปแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น