วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวหุ้น ASK , SIRI , KBS , SINGER 5/3/2013

ASK ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปีนี้โต 15-20%-เล็งเปิดสาขาเพิ่มภาคเหนือ-อีสาน
บริษัท เอเชียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อปี 56 จะเติบโต 15-20% จากปี 55 ที่มีพอร์ตอยู่จำนวน 2.3 หมื่นล้านบาท พร้อมคาดว่ารายได้ในปี 56 จะเติบโต 15-20% จาก 2 พันล้านบาท ในปีที่แล้ว ตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ รวมทั้งบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการเปิดสาขาเพิ่มในต่างจังหวัดแถบภาคเหนือ และอีสาน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58 ขณะเดียวกันบริษัทจะเจรจากับผู้ถือหุ้นใหญ่ในไต้หวันเพื่อปล่อยหุ้นออกมา 10% แก้ปัญหาสภาพคล่องหุ้นในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำ

SIRI บวก 2% หลังงานในมือเพียบ รอรับรู้รายได้ในปี 56 กว่า 2.3 หมื่นล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ณ เวลา 15.49 น. บวก 0.10 บาท หรือ 2% มาที่ 5.10 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 568.15 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.84% ทั้งนี้ ราคาหุ้น SIRI ปรับตัวขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 54 ที่ระดับราคา 1.21 บาท มาแตะที่ระดับราคา 5.10 บาท ในวันนี้ จากข้อมูล www.settrade.com ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 8 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” SIRI จำนวน 2 แห่ง แนะนำ “ถือ” และอีก 1 แห่งแนะนำ “ขาย” โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 5.44 บาท ขณะที่โดยปัจจุบันราคาหุ้น SIRI เทรดที่ระดับ P/E 18.47 เท่า และ P/BV 3.35 เท่า
บล.เกียรตินาคิน ระบุในบทวิเคราะห์ในวันนี้ (5 มี.ค.) ว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น SIRI โดยให้มูลค่าเหมาะสมที่ 5.85 บาท เนื่องจากเราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 56 เพิ่มขึ้น 6% เป็น 3.8 พันล้านบาท ผลจากการรับรู้รายได้ที่มากกว่าคาด โดย SIRI ยังมีแนวโน้มที่ดีจากงานในมือสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 56 ได้ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 67% ของประมาณการรายได้จากการ และคาดว่าในไตรมาส 1/56 การรับรู้รายได้ยังคงเติบโตแม้อ่อนตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/55 โดยมีราคาเหมาะสมใหม่ที่ 5.85 บาท (อ้างอิง PER 14 เท่า) มีส่วนต่างราคา 17% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังคือจากการเร่งยอดขายรวมถึงการโอนให้เป็นไปตามกรอบเวลา
ขณะที่ ผลประกอบการปี 55 มีกำไรสุทธิ 3 พันล้านบาท เติบโต 50 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงกับประมาณการโดยมีรายได้รวม 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรากาไรขั้นต้นปรับลดเป็น 33.3% จากปีก่อนที่ 34.2 % มาจากภาระต้นทุนที่เพิ่ม โดยมีกำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้น 36 % เป็น 3.8 พันล้านบาท บริษัทจ่ายปันผลของผลประกอบการทั้งปี 55 ที่ 17 สตางค์/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 13 มี.ค.56 และจ่ายปันผล 17 พ.ค. 56 ให้ผลตอบแทน Dividend Yield 3.4%

KBS ลั่นรู้ทิศทางกำไรปีนี้ หลังปิดหีบอ้อยเดือนเม.ย.-ราคาน้ำตาล
นายถกล ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS เปิดเผยว่า บริษัทคาดทิศทางกำไรปีนี้ยังไม่สามารถประมาณการได้ เพราะต้องดูปริมาณอ้อยที่เข้าหีบทั้งหมด ซึ่งจะรู้เมื่อปิดหีบในเดือน เม.ย.อย่างไรก็ตามเนื่องจากสภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความหวานของอ้อยและปริมาณอ้อยลดลงจากปีก่อน นอกจากนั้นยังต้องดูราคาน้ำตาล ซึ่งเราขายป้องกันความเสี่ยงไปแล้ว 45% ตามสัดส่วนที่องค์การอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย (อนท.)ขาย
สำหรับผลประกอบการปี 55 นั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายอีกหุ้นละ 0.47 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วเมื่อเดือน ก.ย.55 ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลทั้งปีอัตราหุ้นละ 0.67 บาท กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 8 มี.ค.56 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 พ.ค.56 หลังจากที่สามารถทำกำไรในปี 55 ได้ที่ 725.6 ล้านบาท ลดลงจากปี 54 ที่มีกำไรสุทธิ 800.50 ล้านบาท เล็กน้อย
นายถกล กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้บริษัทร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในธุรกิจน้ำตาลกับกลุ่มมิตซุยจากประเทศญี่ปุ่น จะส่งผลให้ทางบริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มมิตซุยมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนขยายกิจการ รวมถึงการสนับสนุนในด้านเทคนิค และอื่นๆ ดังนั้น การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นผลดีที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับ KBS ในอนาคตได้ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการตลาดในการจำหน่ายน้ำตาลคุณภาพสูงในตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้บริษัท
และภายหลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้อนุมัติให้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุ่มมิตซุย บริษัทได้ดำเนินการเพิ่มทุนจำนวน 100 ล้านหุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) จัดสรรแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บริษัทในกลุ่มมิตซุย 2 บริษัท คือ บริษัท มิตซุย จำกัด และบริษัท มิตซุยชูการ์ จำกัด โดยจำนวน 50 ล้านหุ้นแรกจะจัดสรรให้กลุ่มมิตซุยทันทีในราคาหุ้นละ 10.25 บาทไปเรียบร้อยแล้ว  และกลุ่มบริษัทมิตซุยจะได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) จำนวน 50 ล้านหน่วย เพื่อแปลงเป็นหุ้นสามัญใหม่อีก 50 ล้านหุ้นภายใน 2 ปี (1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่) ราคาของใบแสดงสิทธิเท่ากับ 0.05 บาทต่อหน่วย มีราคาใช้สิทธิเท่ากับ 12.70 บาทต่อหุ้น
บริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนก้อนแรกรวมมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นจำนวนเงินรวม 515 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้รองรับการขยายงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยผลจากการเข้ามาถือหุ้นในครั้งนี้ กลุ่มมิตซุยจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของ KBS ในสัดส่วน 9.1% และเมื่อกลุ่มมิตซุยแปลงสภาพวอร์แรนต์ทั้งหมด บริษัทจะได้รับเงินทุนเพิ่มเติมอีก 635 ล้านบาท และกลุ่มมิตซุยจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 16.7%

SINGER ปิดบวก 9% เทคนิคเฟ้อ มีลุ้นปรับเป้าใหม่รับทีวีดิจิตอล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ปิดตลาดที่ 26.50 บาท บวก 2.20 บาท หรือ 9.05% มูลค่าการซื้อขาย 194.51 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น SINGER ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 56 จากระดับราคา 18.10 บาท และแตะที่ระดับสูงสุดที่ 26.50 บาทในวันนี้ หรือปรับตัวขึ้นแล้วกว่า ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคเข้าเขตซื้อมากเกินไป (RSI =79.33) ขณะที่ข้อมูลจาก www.settrade.com ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 3 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 27.67 บาท
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (5 มี.ค.) ว่า SINGER (เป้าสูงสุด Consensus 33 บาท) ผู้บริหาร SINGER เผยจะรุกธุรกิจขายทีวีระบบดิจิตอลให้มากขึ้น ตั้งเป้ารายได้ขายทีวีปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน (รายได้การขายทีวีปีก่อนคิดเป็น 10% ของรายได้รวม) เราประเมินว่าหากมีความชัดเจนเรื่องทีวีดิจิตอลจากทาง กสทช. ภาพรวมธุรกิจของ SINGER จะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ มีโอกาสที่ Consensus จะต้องปรับประมาณการฯและเป้าหมายขึ้นอีก
บล. ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ว่า เชื่อปี 2556 ยังเป็นปีที่ดี โดยได้รับผลประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทในปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ SINGER อย่างมาก เนื่องจากกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ขณะที่ปีนี้บริษัทอาจเริ่มวางขายสินค้าที่อยู่ระหว่างการทดลองตลาด เช่น ตู้กดน้ำมันหยอดเหรียญ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายและกำไรได้ เรามองว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของ SINGER ยังคงคาดการณ์กำไรสุทธิที่ประมาณ 350 ล้านบาท โต 50%
ประเมินมูลค่าเหมาะสมสำหรับปี 2556 ที่ 27 บาท อิง Justified P/E 20 เท่า แม้ว่าปัจจุบันราคาจะปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว แต่ด้วยอัตราการเติบโตของกำไรที่สูงมาก (คาดเติบโตขั้นต่ำ 20% ในระยะเวลา 3-5 ปี) และยังมีปันผลอีก 0.3 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 5.2% สำหรับปีก่อน และคาดปีนี้จะมี Dividend Yield อีกประมาณ 2.2% ทำให้ยังคงน่าลงทุน แนะนำ "ซื้อ"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น